วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ

จัดทำโดยนางสาว พัณนิภา วารภาพ เลขทะเบียน 4902100422
วันที่ 11ธันวาคม 2552

ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ

พอเมื่อสิ้นเดือนที่ไร ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ก็ทะยอยออกมาอย่างพรั่งพรู บ้างก็ทำให้ตลาดปรับตัวขึ้นบ้าง บ้างก็ส่งผลให้เกิดภาพเชิงลบกับตลาดทุนบ้าง ดังนั้นผู้ลงทุนเอง ควรจะรู้ถึงความหมายของตัวเลข หรือทีมาเหล่านี้ ว่ามาจากอะไร และมันบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจตอนนี้อย่างไรได้บ้าง
โดยล่าสุดดัชนีเศรษฐกิจในเดือนก.ค.51 ที่ประกาศในวันที่ 29 ส.ค.51ทีผ่านมา ก็บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทย ยังมีการขยายตัวต่อเนื่องแม้เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยที่ดุลการค้าล่าสุดขาดดุลถึง762ล้านดอลลาร์ สหรัฐ เนื่องจากการนำเข้าที่มากขึ้น แต่การส่งออกยังขยายตัวได้อยู่ และเมื่อเปรียบเทียบเดือนมิ.ย. เกินดุลอยู่ 926ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การบริโภคภาคเอกชน ยังเติบโตมากขึ้น
ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวจากการขาดดุลการค้าส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัว แต่ปริมาณเงินไหลออกยังถือว่าไม่มาก เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ยังปรับตัวได้ดีอยู่

โดยในเบื้องต้นเพื่อนนักลงทุนสามารถอ่านความหมาย เบื้องต้น เกี่ยวกับดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ ตามข้อมูลด้านล่าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ เป็นการรวบรวมดัชนีและเครื่องชี้ต่าง ๆ ที่จัดทำเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ ประกอบด้วย ดัชนีพ้องเศรษฐกิจและดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย ดัชนีค่าเงินบาท และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ
โดยข้อมูลต่างๆเหล่านี้ นักลงทุนสามารถหาอ่าน ได้จากหนังสือพิมพ์ บทวิเคราะห์ต่างๆ หรือบทความที่นำเสนอในหน่วยงานรัฐต่างๆ ได้แก่
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย
2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
3. สำนักงานเขตในกทม. และเทศบาลในต่างจังหวัด
4. กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
5. สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
6. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
7. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ซึ่งผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ เพื่อทำให้การลงทุนต่างๆ ได้มีการวางแผนอย่างรัดกุม และสามารถมองเห็นถึงสภาวะปัจจัยเสี่ยง หรือโอกาสในการลงทุนในอนาคตได้ ดังนั้น วันนี้ ผมจึงอยากมาเกริ่น ดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่ามีความหมายเบื้องต้นอย่างไร และมีความสัมพันธ์อะไร

ดัชนีชี้นำและดัชนีพ้องเศรษฐกิจ นับเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่นักลงทุนควรให้ความใส่ใจ เพื่อจะได้รู้ถึงสภาวะเศรษฐกิจ ภาพรวมการลงทุน หรือสัญญาณบ่งชี้ ถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคต หรือดูจุดเปลี่ยนของแนวโน้ม ไม่ว่าจุดต่ำสุดหรือจุดสูงสุด ของวัฎจักรเศรษฐกิจนั้นๆ โดยผู้ลงทุนควรมีความรู้ความเข้าใจ เบื้องต้นในการตีความหมาย เพื่อทำให้การลงทุน นั้นๆ ได้ลดความเสี่ยงออกไป หรืออย่างน้อยจะสามารถเข้าใจถึงกลไก และสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุนในอนาคตได้ ได้แก่ อัตราการขยายตัว, ตัวเลขการส่งออก ,จำนวนนักท่องเที่ยว , ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, เงินทุนจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ เป็นต้น

ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนเป็นดัชนีชี้ทิศทางการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน โดยคำนวณจาก 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ มูลค่าการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ณ ราคาคงที่ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัย ดัชนีหมวดเชื้อเพลิง และดัชนีหมวดยานยนต์ เป็น

ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน เป็นดัชนีชี้ทิศทางการลงทุนภาคเอกชน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ พื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างในเขตเทศบาล ปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศ มูลค่าการนำเข้าสินค้าทุน ณ ราคาคงที่ ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ มูลค่าการจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ในประเทศ ณ ราคาคงที่ แต่ละองค์ประกอบ จะใช้ข้อมูลที่ปรับฤดูกาลและเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 เดือน ยกเว้นพื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างซึ่งเฉลี่ยเคลื่อนที่ 12 เดือน

ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจจัดทำโดยการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย จากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 800 ราย โดยการสำรวจจะเริ่มส่งแบบสอบถามในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก่อน และจะรวบรวมประมวลผลในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนนั้น ๆ เช่นผลประกอบการ, คำสั่งซื้อ การจ้างงาน, การลงทุนเป็นต้น

ดัชนีค่าเงินบาท NEER สร้างจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทและ ค่าเงิน 21 สกุลที่สำคัญในฐานะคู่ค้าและคู่แข่งของไทย โดยน้ำหนักที่ใช้จะขึ้นอยู่กับความสำคัญในฐานะคู่ค้าและคู่แข่ง REER คำนวณจาก NEERการเพิ่มขึ้นของดัชนีหมายถึงการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ปรับด้วยการเปรียบเทียบราคาระหว่างไทยและคู่ค้า คู่แข่งที่สำคัญ REER = (NEER x CPIThailand)/CPIOthers

ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย เป็นข้อมูลดัชนีราคาที่อยู่อาศัยที่จัดทำโดยวิธี Hedonic Method โดยใช้ฐานข้อมูลหลักประกันของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ในกลุ่มที่มีระดับราคาต่ำถึงปานกลาง และเป็นที่อยู่อาศัยที่ครอบคลุมพื้นที่ในเขตรอบนอกกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร 11 เขต จังหวัดสมุทรปราการ 2 อำเภอ จังหวัดนนทบุรี 5 อำเภอ และ จังหวัดปทุมธานี 4 อำเภอ)

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เป็นเครื่องชี้วัดระดับการผลิตและทิศทางของภาคอุตสาหกรรม

อัตราการใช้กำลังการผลิต อัตราการใช้กำลังการผลิตเป็นเครื่องชี้ระดับการผลิตของภาคอุตสาหกรรม โดยเปรียบเทียบภาคการผลิตจริงกับกำลังการผลิตสูงสุดของเครื่องจักรซึ่งสะท้อนถึงความเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของการผลิต การส่งออก และแรงกดดันต่อราคาสินค้าภายในประเทศ
ซึ่งปัจจัยสำคัญต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นตัวประเมิณให้กับผู้ลงทุน ประกอบธุรกิจจากในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางตรงหรือทางอ้อม

ที่มา:http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538703777&Ntype=4

คำถาม
1.ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คำนวณจาก 5 องค์ประกอบหลัก อะไรบ้าง
2.ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน เป็นดัชนีชี้ทิศทางการลงทุนภาคเอกชน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ อะไรบ้าง
3.ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยใช้ฐานข้อมูลจากอะไร

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เมื่อตลาดหุ้น ผันผวน ตลาด TFEX คือทางเลือกหนึ่งในคำตอบ

จัดทำโดย นางสาวพัณนิภา วารภาพ เลขทะเบียน 4902100422
วันที่ 4 ธันวาคม 2552

เรื่อง เมื่อตลาดหุ้น ผันผวน ตลาด TFEX คือทางเลือกหนึ่งในคำตอบ

สภาวะตลาดหุ้นทั่วโลก ยังมีแต่ความผันผวนและความไม่ชัดเจนอยู่มาก ซึ่งแม้ว่าหลายสถาบันการเงินจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอเมริกาเพื่อรักษาสถานะของบริษัทไม่ให้ล้มละลาย หรือ แม้กระทั่งมหาเศรษฐี อย่าง วอแรนต์ บัฟเฟตต์ ที่ล่าสุด ได้ใส่เงินลงทุนให้กับ โกลด์แมน แซคส์ ที่เป็นวาณิชธนกิจ อับดับหนึ่งของโลก ที่กำลังมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ไม่ให้ประกาศล้มละลาย อย่างวาณิชธนกิจ อันดับ 4 ที่ชื่อว่า เลแมน บราเธอร์ ที่ประกาศสภาวะล้มละลาย ไปก่อนหน้าในช่วง 2สัปดาห์ก่อนหน้านี้ พร้อมกับ AIG และเมอริลลินซ์ ทำให้ ตลาดหุ้นทั่วโลก ต่างร้อนร้อน หนาวหนาว เนื่องจากความกังวล ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะยังคงเกิดขึ้นอีกกับสถาบันการเงินอีกหลายแห่ง ซึ่งจะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ขนาดใหญ่ จึงทำให้นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงกองทุนต่างๆ ได้มีการขายสินทรัพย์ ออกมาอย่างมากมาย จนทำให้หุ้นตก กันยกใหญ่ โดยจะเห็นได้ว่าแม้ตลาดหุ้นไทย ก็ปรับตัวลงหลุด Low ในรอบ 18เดือน ที่ 600จุด ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ดี หากเรามองว่า ภาพที่จะสะท้อนเศรษฐกิจ ในอนาคต ต่อจากเหตุการณ์นี้ ไม่ว่า ณ จุดตรงนี้ จะเป็นจุดสิ้นสุด ของเหตุการณ์วิกฤติการเงินนี้หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่า ผลกระทบที่ตามมา ก็คงยากที่จะให้ตลาดพื้นตัวกลับมาเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลา อย่างน้อยกว่า 6เดือนหรือ 1 ปีที่จะเรียกความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุน ในการลงทุนต่อตลาดหุ้นได้อีก ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นจุดยืนยันที่ว่า จริงแล้วตลาดหุ้นได้ปรับตัวเป็นตลาดหมี ที่บ่งบอกว่าตลาดหุ้นเป็นขาลงต่อเนื่อง หรือ ซึมเซา ได้นับเป็นปี ๆ จากนี้ไป หลังจาตลาดหุ้นทั่วโลกที่แสดงสภาวะกระทิง ในช่วง 3 ปีก่อนหน้า และได้ทำให้หลายตลาด ปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่ อย่างที่เห็นในภาพด้านบน ที่เห็นว่าตลาดหุ้นทั้งอเมริกา และไทย ได้แปลงสภาพเป็นตลาด Bearish ไปแล้ว ซึ่ง ณ ตอนนี้บอกได้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกได้เห็นภาพเป็นตลาด หมีมามากกว่า 6 เดือน และยากที่จะบอก ว่าจะลงทุนในหุ้นที่เป็นตลาดขาลงให้ได้กำไรได้อย่างไร

ดังนั้นกลยุทธ์ที่สำคัญในการลงทุนตลาดขาลงให้ชนะ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะในตลาดขาลง หุ้นจะปรับตัวลง มากกว่าขึ้น ดังนั้น หากซื้อหุ้น 5วันในสัปดาห์ หุ้นก็จะลงมากกว่า 3วัน และปรับขึ้นแค่เพียง 1 หรือ 2วัน

ดังนั้น การลงทุนในตลาดขาลง สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุน ได้ดังนี้

1. หากเล่นสั้น ควรหาจังหวะที่ตลาดปรับลงลึก และเน้นการดีดกลับ และออกตัวตามเส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นแนวต้าน ห้ามลุ้น ห้ามโลภ ตั้งจุดขายอย่างเดียว หากผิดทาง หลุดLow ขายทิ้ง ห้ามสวดมนต์ อ้อนวอน
2. หากลงทุนระยะยาว อาจเลือกหุ้นที่มีผลตอบแทน ด้านปันผลสูง เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงในสภาวะตลาดที่มีการปรับตัวลงต่อ เพราะ yield ของปันผล จะเป็นตัวช่วยพยุงราคา เพียงแต่ ต้องเน้นธุรกิจที่มีรายได้ มั่นคง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ และไม่ผันผวนตามเศรษฐกิจโลก
3. การถือเงินสด ไม่ใช่เรื่องแปลก ในสภาวะที่ไม่มีความชัดเจน หรือตลาดที่เป็นขาลง การถือเงินสด หรือตราสารเงินระยะสั้น เช่นกองทุนที่ลงทุน ใน Money market ก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่แม้ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สูงมาก แต่ความเสี่ยงต่ำ โดยนับเป็นการพักเงิน ที่รอจังหวะคลื่นลมสงบอีกครั้ง
4.การใช้เครื่องมือ อนุพันธ์ เช่น Futures หรือ Options ในการป้องกันความเสี่ยง หรือ การเก็งกำไร ในตลาดขาลง ซึ่งแม้ว่ามูลค่าพอร์ต ลดลง หรือ ตลาดรวมปรับตัวลง แต่เราก็สามารถสร้างกำไร ได้โดยการขายดัชนี ผ่านตลาด Futures

แม้ว่าตลาด Futures จะเป็นสินค้าใหม่ที่เปิดตัวได้แค่ 2ปีในเมืองไทย แต่ในตลาดหุ้นต่างประเทศในสหรัฐ ยุโรป หรือ ฮ่องกง นั้นเปิดทำการซื้อขายมานานแล้ว ซึ่งตลาดFutures นับเป็นเครื่องมือที่ประโยชน์มากในตลาดหุ้นขาลง จนมีหลายคนให้คำเปรียบเทียบว่า ตลาดหุ้นขึ้น ถือหุ้นได้เปรียบ แต่ ถ้าตลาดหุ้นลง การ Short Futures นั้นได้เปรียบ ซึ่งตรงนี้ นับเป็นเรื่องที่ ต้องทำความเข้าใจในโอกาสต่อไป

ซึ่ง ผู้ที่สนใจการลงทุนใน Futures นั้นควรมีการเตรียมพร้อมก่อนการลงทุนดังนี้ ดังนี้

1.ศึกษาวิธีการซื้อขาย รวมถึงกฎระเบียบ และเงื่อนไขต่างๆ ว่า แต่ ละสัญญาการซื้อขายกันนั้น มีหลักคำนวน ด้านการวางเงินประกัน อย่างไร การเสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ และ การคำนวนกำไรขาดทุนนั้นคิดกันอย่างไร
2.ศึกษาการวิเคราะห์ ด้านปัจจัยทางเทคนิค เพราะการวิเคราะห์ทางเทคนิค จะช่วยในการหาจังหวะ ในจุดที่ควรซื้อ ควรขาย หรือหยุดขาดทุน เพราะภาพปัจจัยทางพื้นฐาน อาจไม่สะท้อนการลงทุนในทันที ซึ่งบางครั้ง ตลาดอาจปรับตัวลง ก่อนที่จะสะท้อนในภาพปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งทำให้ผู้ถือลงทุน มีความเสี่ยงของด้านการแกว่งตัวของราคา มากจนทำให้ทนเห็นการขาดทุนไม่ไหว หรือ ต้องโดนเรียกเติมเงินได้
3.ฝีกฝนการซื้อขาย ด้วยการซื้อขาย ผ่านการบริหารพอร์ตจำลอง ก่อนการซื้อขายจริง เพื่อลดความเสี่ยงและข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น รวมถึงจะได้ฝีกฝนการตัดสินใจ ก่อนการลงทุนจริง

ที่มา: http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538705876&Ntype=4
คำถาม
1.การลงทุนในตลาดขาลง สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุน ได้อย่างไรบ้าง
2.ผู้ที่สนใจการลงทุนใน Futures นั้นควรมีการเตรียมพร้อมก่อนการลงทุนอย่างไรบ้าง
3.เรื่องใดที่ ตลาดหุ้นต้องทำความเข้าใจในโอกาสต่อไป