วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

ตลาดหุ้นคืออะไร

จัดทำโดย นางสาวพลอยไพลินยืนยงค์ เลขทะเบียน 4902100506
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ตลาดหุ้นก็คือ แหล่งรวมบริษัทดีๆ ให้ประชาชนได้เอาเงินออม มาร่วมลงทุนกับบริษัทดีๆ เหล่านั้น เช่น บริษัทเวิร์คพอยท์ เจ้าของรายการแฟนพันธุ์แท้, บริษท BEC เจ้าของทีวีช่อง 3, บริษัท เมเจอร์ เจ้าของโรงหนังในเครือเมเจอร์ทั้งหมด, ธนาคารต่างๆ หรือแม้แต่บริษัทปตท. ที่กำไรปีละหลายหมื่นล้านบาทใทางกลับกัน หากจะมองในมุมมองของเจ้าของธูรกิจที่อยากนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นตลาดหุ้น คือ เป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว (เกิน1 ปี) สำหรับหน่วยงานซึ่งต้องการเงินทุนระยะยาว เพื่อนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การขยายธุรกิจของผู้ประกอบการเอกชน ซึ่งตลาดหุ้น หรือตลาดหลักทรัพย์ ในขณะนี้ แบ่งออกเป็น 2 ตลาด คือ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand) โดยเริ่มเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 มีสินค้าจะเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ทุนจดทะเบียนเกิน 100 ล้าน ปัจจุบันมีธุรกิจดีๆ ให้ท่านร่วมลงทุน ทากกว่า 400 บริษัท เป็นธุรกิจที่ส่วนใหญ่เอ่ยฃื่อแล้วต้องรู้จักเกือบทุกคน
Market for Alternative Investment : mai โดยเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 จะเป็นตลาดหุ้น สำหรับธุรกิจที่มีขนาดเล็กลงมา จะเป็นธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 100 านบาท ซึ่งธุรกิจขนาดเล็ก ก็อาจจะมีการเติบโตได้เร็วกว่า ธุรกิจขนาดใหญ่เหมือนเด็กที่เวลาโตเร็วก็โตเร็ว แต่ในทางกลับกัน ภูมิต้านทานของเด็กก็น้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นธุรกิจขนาดเล็กก็มีโอกาสขาดทุน และเจ๊งได้ หากสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ณ ปัจจุบัน ธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาด MAIให้เราเลือกลงทุนมีอยู่ไม่มาก
ข้อดีของการร่วมหุ้น กับธุรกิจในตลาดหุ้น
1. ธุรกิจในตลาดหุ้น มักเป็นธูรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้นจะมั่นคง ไม่ล้มหายง่ายๆ แม้สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ ดังนั้น ท่านอาจอุ่นใจ ในการนำเงินไปร่วมลงทุน กับธุรกิจของพวกมหาเศรษฐีในเมืองไทย ในระยะยาวแบบไม่ต้องกังวลว่ามันจะเจ๊งเหลือ 0
2. การร่วมลงทุนกับธุรกิจในตลาดหุ้น หากท่านต้องการใช้เงิน สามารถถอนหุ้นออกได้ทันทีโดยการขายหุ้นทิ้ง หรือขายต่อให้ผู้ต้องการซื้อในตลาดหุ้น เพราะทุกๆวันจะมีคนมาเสนอซื้อและเสนอขายกันตลอดเวลา ทำให้มีสภาพคล่องกว่าการร่วมลงทุนกับเพื่อน
3. การร่วมลงทุนกับธุรกิจในตลาดหุ้น บริษัทขนาดใหญ่เหล่านั้นจะจ้างผู้บริหารฝีมือดีๆ มาบริงานให้เราอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเก่งในด้านนั้น เฃ่น ท่านอาจอยากลงทุนใน ปตท. ซึ่งได้ข่าวว่าราคาน้ำมันขึ้นแบบนี้ บริษัทปตท. กำไรดีมากๆ ท่านก็ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องการกลั่นน้ำมัน การเปิดปั๊มน้ำมัน เพราะมีคนมาบริหารงานเราเอง ใส่เงินเขาไปก็มีฐานะเป็นเจ้าของ เดินยืดอก เรารับเงินปันผลอย่างเดียว...................................................
ที่มา:http://www.dooqo.com/detail_page.php?sub_id=834

คำถาม
1.ตลาดหุ้นคืออะไร
2.ตลาดหุ้น หรือตลาดหลักทรัพย์ ในขณะนี้ แบ่งออกเป็นกี่ตลาด อะไรบ้าง
3.จงบอกถึงข้อดีของการร่วมหุ้น กับธุรกิจในตลาดหุ้นว่ามีอะไรบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

คาดเงินเฟ้อปี53โต5.5%

จัดทำโดย นางสาวพลอยไพลิน ยืนยงค์ เขทะเบียน 4902100506

นักวิชาการม.รังสิตคาดเงินเฟ้อปี 53 โต 5.5% เชื่อธปท.ใช้เป็นโอกาสขึ้นดบ.
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยกับ"อินโฟเควสท์" ถึงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 53 ที่จะปรับตัวสูงขึ้นและขยายตัวเป็นบวก โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป(CPI) จะอยู่ที่ 5.5% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน(Core CPI)อยู่ที่ 2.3% อัตราเงินเฟ้อที่ระดับดังกล่าวจะมีแรงกดดันให้มีการทบทวนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และอาจทำให้เกิดความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 53 แต่ทั้งนี้เห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2 ไตรมาสข้างหน้า เพราะจะทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอประสบความยากลำบากและทรุดตัวลงได้อีก นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและมีผลต่อการปรับเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อมากที่สุด คือ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของสินค้าเกษตรหลายชนิด ทั้งข้าว, อ้อย, ยางพารา และมันสำปะหลัง เนื่องจากเกิดภาวะ Supply Shocks หลายพื้นที่เพาะปลูกประสบภัยธรรมชาติอันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ปัจจัยที่สอง คือ ความล่าช้าในการแก้ปัญหามาบตาพุด หรือผลกระทบจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 ทำให้สินค้าและวัตถุดิบหลายตัวไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้เนื่องจากเกิดการชะงักงันในการผลิต และอาจต้องนำเข้า หากการแก้ปัญหายืดเยื้อจะทำให้เกิดการขาดแคลนก๊าซ LPG ในเดือนเม.ย.-พ.ค.53 แม้รัฐบาลจะควบคุมราคาให้ต่ำโดยการชดเชยแต่จะทำให้เกิดการขาดแคลน LPG และก่อให้เกิดการบิดเบือนการใช้พลังงาน ปัจจัยสาม คือ ภาวะเงินล้นโลก ทำให้ยังมีการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายนำมันล่วงหน้ายังคงเกิดขึ้น ปัจจัยที่สี่ อุปสงค์ที่ร้อนแรงขึ้นจากการขยายตัวที่สูงขึ้นของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการจากประเทศจีน ปัจจัยที่ห้า ฐานของดัชนีราคาผู้บริโภคที่ค่อนข้างต่ำเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศก็มีอัตราเงินเฟ้อติดลบเมื่อปีที่แล้ว ปัจจัยที่หก เศรษฐกิจภายในมีการขยายตัวเป็นบวกหลังจากที่ปีที่แล้วขยายตัวติดลบ และปัจจัยที่เจ็ด ความวุ่นวายและความรุนแรงทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดการกักตุนสินค้า ซึ่งปัจจัยนี้อาจจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในช่วงสั้นเท่านั้น
คำถาม
1.นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป(CPI)ของไทยในปี 53 จะอยู่ที่ เท่าใด
2.การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2 ไตรมาสข้างหน้า เพราะสาเหตุใด
3.ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและมีผลต่อการปรับเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อมากที่สุด
ที่มา:http://www.posttoday.com