วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

ตลาดหุ้นคืออะไร

จัดทำโดย นางสาวพลอยไพลินยืนยงค์ เลขทะเบียน 4902100506
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ตลาดหุ้นก็คือ แหล่งรวมบริษัทดีๆ ให้ประชาชนได้เอาเงินออม มาร่วมลงทุนกับบริษัทดีๆ เหล่านั้น เช่น บริษัทเวิร์คพอยท์ เจ้าของรายการแฟนพันธุ์แท้, บริษท BEC เจ้าของทีวีช่อง 3, บริษัท เมเจอร์ เจ้าของโรงหนังในเครือเมเจอร์ทั้งหมด, ธนาคารต่างๆ หรือแม้แต่บริษัทปตท. ที่กำไรปีละหลายหมื่นล้านบาทใทางกลับกัน หากจะมองในมุมมองของเจ้าของธูรกิจที่อยากนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นตลาดหุ้น คือ เป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว (เกิน1 ปี) สำหรับหน่วยงานซึ่งต้องการเงินทุนระยะยาว เพื่อนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การขยายธุรกิจของผู้ประกอบการเอกชน ซึ่งตลาดหุ้น หรือตลาดหลักทรัพย์ ในขณะนี้ แบ่งออกเป็น 2 ตลาด คือ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand) โดยเริ่มเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 มีสินค้าจะเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ทุนจดทะเบียนเกิน 100 ล้าน ปัจจุบันมีธุรกิจดีๆ ให้ท่านร่วมลงทุน ทากกว่า 400 บริษัท เป็นธุรกิจที่ส่วนใหญ่เอ่ยฃื่อแล้วต้องรู้จักเกือบทุกคน
Market for Alternative Investment : mai โดยเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 จะเป็นตลาดหุ้น สำหรับธุรกิจที่มีขนาดเล็กลงมา จะเป็นธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 100 านบาท ซึ่งธุรกิจขนาดเล็ก ก็อาจจะมีการเติบโตได้เร็วกว่า ธุรกิจขนาดใหญ่เหมือนเด็กที่เวลาโตเร็วก็โตเร็ว แต่ในทางกลับกัน ภูมิต้านทานของเด็กก็น้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นธุรกิจขนาดเล็กก็มีโอกาสขาดทุน และเจ๊งได้ หากสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ณ ปัจจุบัน ธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาด MAIให้เราเลือกลงทุนมีอยู่ไม่มาก
ข้อดีของการร่วมหุ้น กับธุรกิจในตลาดหุ้น
1. ธุรกิจในตลาดหุ้น มักเป็นธูรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้นจะมั่นคง ไม่ล้มหายง่ายๆ แม้สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ ดังนั้น ท่านอาจอุ่นใจ ในการนำเงินไปร่วมลงทุน กับธุรกิจของพวกมหาเศรษฐีในเมืองไทย ในระยะยาวแบบไม่ต้องกังวลว่ามันจะเจ๊งเหลือ 0
2. การร่วมลงทุนกับธุรกิจในตลาดหุ้น หากท่านต้องการใช้เงิน สามารถถอนหุ้นออกได้ทันทีโดยการขายหุ้นทิ้ง หรือขายต่อให้ผู้ต้องการซื้อในตลาดหุ้น เพราะทุกๆวันจะมีคนมาเสนอซื้อและเสนอขายกันตลอดเวลา ทำให้มีสภาพคล่องกว่าการร่วมลงทุนกับเพื่อน
3. การร่วมลงทุนกับธุรกิจในตลาดหุ้น บริษัทขนาดใหญ่เหล่านั้นจะจ้างผู้บริหารฝีมือดีๆ มาบริงานให้เราอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเก่งในด้านนั้น เฃ่น ท่านอาจอยากลงทุนใน ปตท. ซึ่งได้ข่าวว่าราคาน้ำมันขึ้นแบบนี้ บริษัทปตท. กำไรดีมากๆ ท่านก็ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องการกลั่นน้ำมัน การเปิดปั๊มน้ำมัน เพราะมีคนมาบริหารงานเราเอง ใส่เงินเขาไปก็มีฐานะเป็นเจ้าของ เดินยืดอก เรารับเงินปันผลอย่างเดียว...................................................
ที่มา:http://www.dooqo.com/detail_page.php?sub_id=834

คำถาม
1.ตลาดหุ้นคืออะไร
2.ตลาดหุ้น หรือตลาดหลักทรัพย์ ในขณะนี้ แบ่งออกเป็นกี่ตลาด อะไรบ้าง
3.จงบอกถึงข้อดีของการร่วมหุ้น กับธุรกิจในตลาดหุ้นว่ามีอะไรบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

คาดเงินเฟ้อปี53โต5.5%

จัดทำโดย นางสาวพลอยไพลิน ยืนยงค์ เขทะเบียน 4902100506

นักวิชาการม.รังสิตคาดเงินเฟ้อปี 53 โต 5.5% เชื่อธปท.ใช้เป็นโอกาสขึ้นดบ.
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยกับ"อินโฟเควสท์" ถึงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 53 ที่จะปรับตัวสูงขึ้นและขยายตัวเป็นบวก โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป(CPI) จะอยู่ที่ 5.5% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน(Core CPI)อยู่ที่ 2.3% อัตราเงินเฟ้อที่ระดับดังกล่าวจะมีแรงกดดันให้มีการทบทวนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และอาจทำให้เกิดความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 53 แต่ทั้งนี้เห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2 ไตรมาสข้างหน้า เพราะจะทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอประสบความยากลำบากและทรุดตัวลงได้อีก นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและมีผลต่อการปรับเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อมากที่สุด คือ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของสินค้าเกษตรหลายชนิด ทั้งข้าว, อ้อย, ยางพารา และมันสำปะหลัง เนื่องจากเกิดภาวะ Supply Shocks หลายพื้นที่เพาะปลูกประสบภัยธรรมชาติอันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ปัจจัยที่สอง คือ ความล่าช้าในการแก้ปัญหามาบตาพุด หรือผลกระทบจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 ทำให้สินค้าและวัตถุดิบหลายตัวไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้เนื่องจากเกิดการชะงักงันในการผลิต และอาจต้องนำเข้า หากการแก้ปัญหายืดเยื้อจะทำให้เกิดการขาดแคลนก๊าซ LPG ในเดือนเม.ย.-พ.ค.53 แม้รัฐบาลจะควบคุมราคาให้ต่ำโดยการชดเชยแต่จะทำให้เกิดการขาดแคลน LPG และก่อให้เกิดการบิดเบือนการใช้พลังงาน ปัจจัยสาม คือ ภาวะเงินล้นโลก ทำให้ยังมีการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายนำมันล่วงหน้ายังคงเกิดขึ้น ปัจจัยที่สี่ อุปสงค์ที่ร้อนแรงขึ้นจากการขยายตัวที่สูงขึ้นของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการจากประเทศจีน ปัจจัยที่ห้า ฐานของดัชนีราคาผู้บริโภคที่ค่อนข้างต่ำเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศก็มีอัตราเงินเฟ้อติดลบเมื่อปีที่แล้ว ปัจจัยที่หก เศรษฐกิจภายในมีการขยายตัวเป็นบวกหลังจากที่ปีที่แล้วขยายตัวติดลบ และปัจจัยที่เจ็ด ความวุ่นวายและความรุนแรงทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดการกักตุนสินค้า ซึ่งปัจจัยนี้อาจจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในช่วงสั้นเท่านั้น
คำถาม
1.นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป(CPI)ของไทยในปี 53 จะอยู่ที่ เท่าใด
2.การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2 ไตรมาสข้างหน้า เพราะสาเหตุใด
3.ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและมีผลต่อการปรับเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อมากที่สุด
ที่มา:http://www.posttoday.com

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ

จัดทำโดยนางสาว พัณนิภา วารภาพ เลขทะเบียน 4902100422
วันที่ 11ธันวาคม 2552

ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ

พอเมื่อสิ้นเดือนที่ไร ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ก็ทะยอยออกมาอย่างพรั่งพรู บ้างก็ทำให้ตลาดปรับตัวขึ้นบ้าง บ้างก็ส่งผลให้เกิดภาพเชิงลบกับตลาดทุนบ้าง ดังนั้นผู้ลงทุนเอง ควรจะรู้ถึงความหมายของตัวเลข หรือทีมาเหล่านี้ ว่ามาจากอะไร และมันบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจตอนนี้อย่างไรได้บ้าง
โดยล่าสุดดัชนีเศรษฐกิจในเดือนก.ค.51 ที่ประกาศในวันที่ 29 ส.ค.51ทีผ่านมา ก็บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทย ยังมีการขยายตัวต่อเนื่องแม้เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยที่ดุลการค้าล่าสุดขาดดุลถึง762ล้านดอลลาร์ สหรัฐ เนื่องจากการนำเข้าที่มากขึ้น แต่การส่งออกยังขยายตัวได้อยู่ และเมื่อเปรียบเทียบเดือนมิ.ย. เกินดุลอยู่ 926ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม การบริโภคภาคเอกชน ยังเติบโตมากขึ้น
ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวจากการขาดดุลการค้าส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัว แต่ปริมาณเงินไหลออกยังถือว่าไม่มาก เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ยังปรับตัวได้ดีอยู่

โดยในเบื้องต้นเพื่อนนักลงทุนสามารถอ่านความหมาย เบื้องต้น เกี่ยวกับดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ ตามข้อมูลด้านล่าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
ดัชนีและเครื่องชี้เศรษฐกิจ เป็นการรวบรวมดัชนีและเครื่องชี้ต่าง ๆ ที่จัดทำเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ ประกอบด้วย ดัชนีพ้องเศรษฐกิจและดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย ดัชนีค่าเงินบาท และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ
โดยข้อมูลต่างๆเหล่านี้ นักลงทุนสามารถหาอ่าน ได้จากหนังสือพิมพ์ บทวิเคราะห์ต่างๆ หรือบทความที่นำเสนอในหน่วยงานรัฐต่างๆ ได้แก่
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย
2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
3. สำนักงานเขตในกทม. และเทศบาลในต่างจังหวัด
4. กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
5. สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
6. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
7. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ซึ่งผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ เพื่อทำให้การลงทุนต่างๆ ได้มีการวางแผนอย่างรัดกุม และสามารถมองเห็นถึงสภาวะปัจจัยเสี่ยง หรือโอกาสในการลงทุนในอนาคตได้ ดังนั้น วันนี้ ผมจึงอยากมาเกริ่น ดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่ามีความหมายเบื้องต้นอย่างไร และมีความสัมพันธ์อะไร

ดัชนีชี้นำและดัชนีพ้องเศรษฐกิจ นับเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่นักลงทุนควรให้ความใส่ใจ เพื่อจะได้รู้ถึงสภาวะเศรษฐกิจ ภาพรวมการลงทุน หรือสัญญาณบ่งชี้ ถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคต หรือดูจุดเปลี่ยนของแนวโน้ม ไม่ว่าจุดต่ำสุดหรือจุดสูงสุด ของวัฎจักรเศรษฐกิจนั้นๆ โดยผู้ลงทุนควรมีความรู้ความเข้าใจ เบื้องต้นในการตีความหมาย เพื่อทำให้การลงทุน นั้นๆ ได้ลดความเสี่ยงออกไป หรืออย่างน้อยจะสามารถเข้าใจถึงกลไก และสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุนในอนาคตได้ ได้แก่ อัตราการขยายตัว, ตัวเลขการส่งออก ,จำนวนนักท่องเที่ยว , ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, เงินทุนจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ เป็นต้น

ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนเป็นดัชนีชี้ทิศทางการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน โดยคำนวณจาก 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ มูลค่าการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ณ ราคาคงที่ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัย ดัชนีหมวดเชื้อเพลิง และดัชนีหมวดยานยนต์ เป็น

ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน เป็นดัชนีชี้ทิศทางการลงทุนภาคเอกชน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ พื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างในเขตเทศบาล ปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศ มูลค่าการนำเข้าสินค้าทุน ณ ราคาคงที่ ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ มูลค่าการจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ในประเทศ ณ ราคาคงที่ แต่ละองค์ประกอบ จะใช้ข้อมูลที่ปรับฤดูกาลและเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 เดือน ยกเว้นพื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างซึ่งเฉลี่ยเคลื่อนที่ 12 เดือน

ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจจัดทำโดยการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย จากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 800 ราย โดยการสำรวจจะเริ่มส่งแบบสอบถามในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก่อน และจะรวบรวมประมวลผลในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนนั้น ๆ เช่นผลประกอบการ, คำสั่งซื้อ การจ้างงาน, การลงทุนเป็นต้น

ดัชนีค่าเงินบาท NEER สร้างจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทและ ค่าเงิน 21 สกุลที่สำคัญในฐานะคู่ค้าและคู่แข่งของไทย โดยน้ำหนักที่ใช้จะขึ้นอยู่กับความสำคัญในฐานะคู่ค้าและคู่แข่ง REER คำนวณจาก NEERการเพิ่มขึ้นของดัชนีหมายถึงการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ปรับด้วยการเปรียบเทียบราคาระหว่างไทยและคู่ค้า คู่แข่งที่สำคัญ REER = (NEER x CPIThailand)/CPIOthers

ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย เป็นข้อมูลดัชนีราคาที่อยู่อาศัยที่จัดทำโดยวิธี Hedonic Method โดยใช้ฐานข้อมูลหลักประกันของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ในกลุ่มที่มีระดับราคาต่ำถึงปานกลาง และเป็นที่อยู่อาศัยที่ครอบคลุมพื้นที่ในเขตรอบนอกกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร 11 เขต จังหวัดสมุทรปราการ 2 อำเภอ จังหวัดนนทบุรี 5 อำเภอ และ จังหวัดปทุมธานี 4 อำเภอ)

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เป็นเครื่องชี้วัดระดับการผลิตและทิศทางของภาคอุตสาหกรรม

อัตราการใช้กำลังการผลิต อัตราการใช้กำลังการผลิตเป็นเครื่องชี้ระดับการผลิตของภาคอุตสาหกรรม โดยเปรียบเทียบภาคการผลิตจริงกับกำลังการผลิตสูงสุดของเครื่องจักรซึ่งสะท้อนถึงความเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของการผลิต การส่งออก และแรงกดดันต่อราคาสินค้าภายในประเทศ
ซึ่งปัจจัยสำคัญต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นตัวประเมิณให้กับผู้ลงทุน ประกอบธุรกิจจากในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางตรงหรือทางอ้อม

ที่มา:http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538703777&Ntype=4

คำถาม
1.ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คำนวณจาก 5 องค์ประกอบหลัก อะไรบ้าง
2.ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน เป็นดัชนีชี้ทิศทางการลงทุนภาคเอกชน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ อะไรบ้าง
3.ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยใช้ฐานข้อมูลจากอะไร

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เมื่อตลาดหุ้น ผันผวน ตลาด TFEX คือทางเลือกหนึ่งในคำตอบ

จัดทำโดย นางสาวพัณนิภา วารภาพ เลขทะเบียน 4902100422
วันที่ 4 ธันวาคม 2552

เรื่อง เมื่อตลาดหุ้น ผันผวน ตลาด TFEX คือทางเลือกหนึ่งในคำตอบ

สภาวะตลาดหุ้นทั่วโลก ยังมีแต่ความผันผวนและความไม่ชัดเจนอยู่มาก ซึ่งแม้ว่าหลายสถาบันการเงินจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอเมริกาเพื่อรักษาสถานะของบริษัทไม่ให้ล้มละลาย หรือ แม้กระทั่งมหาเศรษฐี อย่าง วอแรนต์ บัฟเฟตต์ ที่ล่าสุด ได้ใส่เงินลงทุนให้กับ โกลด์แมน แซคส์ ที่เป็นวาณิชธนกิจ อับดับหนึ่งของโลก ที่กำลังมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ไม่ให้ประกาศล้มละลาย อย่างวาณิชธนกิจ อันดับ 4 ที่ชื่อว่า เลแมน บราเธอร์ ที่ประกาศสภาวะล้มละลาย ไปก่อนหน้าในช่วง 2สัปดาห์ก่อนหน้านี้ พร้อมกับ AIG และเมอริลลินซ์ ทำให้ ตลาดหุ้นทั่วโลก ต่างร้อนร้อน หนาวหนาว เนื่องจากความกังวล ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะยังคงเกิดขึ้นอีกกับสถาบันการเงินอีกหลายแห่ง ซึ่งจะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ขนาดใหญ่ จึงทำให้นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงกองทุนต่างๆ ได้มีการขายสินทรัพย์ ออกมาอย่างมากมาย จนทำให้หุ้นตก กันยกใหญ่ โดยจะเห็นได้ว่าแม้ตลาดหุ้นไทย ก็ปรับตัวลงหลุด Low ในรอบ 18เดือน ที่ 600จุด ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ดี หากเรามองว่า ภาพที่จะสะท้อนเศรษฐกิจ ในอนาคต ต่อจากเหตุการณ์นี้ ไม่ว่า ณ จุดตรงนี้ จะเป็นจุดสิ้นสุด ของเหตุการณ์วิกฤติการเงินนี้หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่า ผลกระทบที่ตามมา ก็คงยากที่จะให้ตลาดพื้นตัวกลับมาเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลา อย่างน้อยกว่า 6เดือนหรือ 1 ปีที่จะเรียกความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุน ในการลงทุนต่อตลาดหุ้นได้อีก ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นจุดยืนยันที่ว่า จริงแล้วตลาดหุ้นได้ปรับตัวเป็นตลาดหมี ที่บ่งบอกว่าตลาดหุ้นเป็นขาลงต่อเนื่อง หรือ ซึมเซา ได้นับเป็นปี ๆ จากนี้ไป หลังจาตลาดหุ้นทั่วโลกที่แสดงสภาวะกระทิง ในช่วง 3 ปีก่อนหน้า และได้ทำให้หลายตลาด ปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่ อย่างที่เห็นในภาพด้านบน ที่เห็นว่าตลาดหุ้นทั้งอเมริกา และไทย ได้แปลงสภาพเป็นตลาด Bearish ไปแล้ว ซึ่ง ณ ตอนนี้บอกได้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกได้เห็นภาพเป็นตลาด หมีมามากกว่า 6 เดือน และยากที่จะบอก ว่าจะลงทุนในหุ้นที่เป็นตลาดขาลงให้ได้กำไรได้อย่างไร

ดังนั้นกลยุทธ์ที่สำคัญในการลงทุนตลาดขาลงให้ชนะ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะในตลาดขาลง หุ้นจะปรับตัวลง มากกว่าขึ้น ดังนั้น หากซื้อหุ้น 5วันในสัปดาห์ หุ้นก็จะลงมากกว่า 3วัน และปรับขึ้นแค่เพียง 1 หรือ 2วัน

ดังนั้น การลงทุนในตลาดขาลง สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุน ได้ดังนี้

1. หากเล่นสั้น ควรหาจังหวะที่ตลาดปรับลงลึก และเน้นการดีดกลับ และออกตัวตามเส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นแนวต้าน ห้ามลุ้น ห้ามโลภ ตั้งจุดขายอย่างเดียว หากผิดทาง หลุดLow ขายทิ้ง ห้ามสวดมนต์ อ้อนวอน
2. หากลงทุนระยะยาว อาจเลือกหุ้นที่มีผลตอบแทน ด้านปันผลสูง เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงในสภาวะตลาดที่มีการปรับตัวลงต่อ เพราะ yield ของปันผล จะเป็นตัวช่วยพยุงราคา เพียงแต่ ต้องเน้นธุรกิจที่มีรายได้ มั่นคง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ และไม่ผันผวนตามเศรษฐกิจโลก
3. การถือเงินสด ไม่ใช่เรื่องแปลก ในสภาวะที่ไม่มีความชัดเจน หรือตลาดที่เป็นขาลง การถือเงินสด หรือตราสารเงินระยะสั้น เช่นกองทุนที่ลงทุน ใน Money market ก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่แม้ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สูงมาก แต่ความเสี่ยงต่ำ โดยนับเป็นการพักเงิน ที่รอจังหวะคลื่นลมสงบอีกครั้ง
4.การใช้เครื่องมือ อนุพันธ์ เช่น Futures หรือ Options ในการป้องกันความเสี่ยง หรือ การเก็งกำไร ในตลาดขาลง ซึ่งแม้ว่ามูลค่าพอร์ต ลดลง หรือ ตลาดรวมปรับตัวลง แต่เราก็สามารถสร้างกำไร ได้โดยการขายดัชนี ผ่านตลาด Futures

แม้ว่าตลาด Futures จะเป็นสินค้าใหม่ที่เปิดตัวได้แค่ 2ปีในเมืองไทย แต่ในตลาดหุ้นต่างประเทศในสหรัฐ ยุโรป หรือ ฮ่องกง นั้นเปิดทำการซื้อขายมานานแล้ว ซึ่งตลาดFutures นับเป็นเครื่องมือที่ประโยชน์มากในตลาดหุ้นขาลง จนมีหลายคนให้คำเปรียบเทียบว่า ตลาดหุ้นขึ้น ถือหุ้นได้เปรียบ แต่ ถ้าตลาดหุ้นลง การ Short Futures นั้นได้เปรียบ ซึ่งตรงนี้ นับเป็นเรื่องที่ ต้องทำความเข้าใจในโอกาสต่อไป

ซึ่ง ผู้ที่สนใจการลงทุนใน Futures นั้นควรมีการเตรียมพร้อมก่อนการลงทุนดังนี้ ดังนี้

1.ศึกษาวิธีการซื้อขาย รวมถึงกฎระเบียบ และเงื่อนไขต่างๆ ว่า แต่ ละสัญญาการซื้อขายกันนั้น มีหลักคำนวน ด้านการวางเงินประกัน อย่างไร การเสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ และ การคำนวนกำไรขาดทุนนั้นคิดกันอย่างไร
2.ศึกษาการวิเคราะห์ ด้านปัจจัยทางเทคนิค เพราะการวิเคราะห์ทางเทคนิค จะช่วยในการหาจังหวะ ในจุดที่ควรซื้อ ควรขาย หรือหยุดขาดทุน เพราะภาพปัจจัยทางพื้นฐาน อาจไม่สะท้อนการลงทุนในทันที ซึ่งบางครั้ง ตลาดอาจปรับตัวลง ก่อนที่จะสะท้อนในภาพปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งทำให้ผู้ถือลงทุน มีความเสี่ยงของด้านการแกว่งตัวของราคา มากจนทำให้ทนเห็นการขาดทุนไม่ไหว หรือ ต้องโดนเรียกเติมเงินได้
3.ฝีกฝนการซื้อขาย ด้วยการซื้อขาย ผ่านการบริหารพอร์ตจำลอง ก่อนการซื้อขายจริง เพื่อลดความเสี่ยงและข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น รวมถึงจะได้ฝีกฝนการตัดสินใจ ก่อนการลงทุนจริง

ที่มา: http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538705876&Ntype=4
คำถาม
1.การลงทุนในตลาดขาลง สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุน ได้อย่างไรบ้าง
2.ผู้ที่สนใจการลงทุนใน Futures นั้นควรมีการเตรียมพร้อมก่อนการลงทุนอย่างไรบ้าง
3.เรื่องใดที่ ตลาดหุ้นต้องทำความเข้าใจในโอกาสต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

SETวันนี้ร่วงตามหุ้นนอก-แนะช้อนซื้อ

จัดทำบทความโดย น.ส.ฐิติกุล กาญจนสินธุ์ เลขทะเบียน 4902100551


เรื่อง SETวันนี้ร่วงตามหุ้นนอก-แนะช้อนซื้อ
Friday, 27 November 2009 09:36

หุ้นไทยวันนี้(27 พ.ย.2552)ผันผวนตามตลาดหุ้นต่างประเทศ แม้ดาวโจนส์ปิดทำการวันขอบคุณพระเจ้า แต่ตลาดหุ้นยุโรปดิ่งหนักเฉลี่ย 3% ญี่ปุ่นเปิดตลาดฯ อ่อนตัว 1.7% ผนวกราคาน้ำมันตลาด Brent ลดกดหุ้นพลังงาน ชี้บรรยากาศการลงทุนยังไร้เสถียรภาพ เหตุขาดปัจจัยบวกใหม่ สั่งจับตาภาพรวมการเมือง ตลาดหุ้นต่างประเทศ แรงซื้อขายต่างชาติ แนะทยอยซื้อเมื่ออ่อนตัว ให้แนวรับ 680 -676 จุด ส่วนแนวต้าน 695 จุดนายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงเช้าวันนี้มีโอกาสปรับตัวลดลงตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นแถบยุโรปเมื่อวานนี้ หลังจากที่ บริษัทดูไบเวิล์ดฯ ได้ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยได้ขอเลื่อนชำระการผ่อนผันจากการกู้เงินของสถาบันการเงิน ทั้งในแถบยุโรปและตะวันออกกลาง รวมทั้งสิ้นประมาณ 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก เพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของแต่ละธนาคาร ประกอบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังปิดทำการ ซึ่งยังขาดปัจจัยบวกที่จะเข้ามากระตุ้นบรรยากาศการลงทุนในวันนี้อีกด้วย กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุน Wai t& See แนวรับ 676 จุด แนวต้าน 695 จุดด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้จะเคลื่อนไหวผันผวน เนื่องจากได้รับปัจจัยกดดันจากตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรป ซึ่งประกอบไปด้วยตลาดหุ้นอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ที่ปรับตัวลดลงเฉลี่ย 3% อีกทั้งตลาดหุ้นในภูมิภาคก็ปรับลดลงเช่นกัน โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น เปิดตลาดฯ ปรับตัวลดลงประมาณ 1.7% นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันดิบตลาด Brent ที่ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่มีผลต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน ประกอบกับบรรยากาศการลงทุนยังขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ๆ ที่จะกระตุ้นการลงทุนให้มีเสถียรภาพโดยดัชนี FTSE ตลาดหุ้นลอนดอน ปิดที่ระดับ 5194.13 จุด ลดลง 170.68 จุด หรือ -3.18% และดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดเช้าที่ระดับ 9,213.51 จุด ลดลง 169.73 จุด หรือ -1.81% สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม คือภาพรวมของสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ หลังจากที่เริ่มคลี่คลายลง รวมทั้งการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในต่างประเทศ และแรงซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติว่าจะมีทิศทางออกมาอย่างไร ซึ่งยังคงเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อบรรยากาศการลงทุนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีฯ อ่อนตัวในหุ้นกลุ่มที่จ่ายเงินปันผลสูง ประเมินแนวรับ 680 -676 จุด ส่วนแนวต้าน 695 จุด

ที่มา:http://www.stockwave.in.th/index.php/news/top-headline/3787:research- 271109&Itemid=53
คำถาม
1.แนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยมีโอกาสปรับตัวลดลงตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นแถบยุโรปหลังจากที่ บริษัทใดได้ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน
2.แนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้จะเคลื่อนไหวผันผวน เนื่องจากได้รับปัจจัยกดดันจากตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรป ซึ่งประกอบไปด้วยตลาดหุ้นใดบ้าง
3.ปัจจัยที่ต้องติดตามซึ่งเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อบรรยากาศการลงทุนมีอะไรบ้าง

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย น.ส.ฐิติกุล กาญจนสินธุ์ เลขทะเบียน 4902100551

เดือนนี้ ขอเริ่มจากข้อมูลที่เป็นข่าวร้ายก่อน
การฟื้นตัวของไทยจะมีดัชนีที่วิ่งนำหรือคอยผลักดันอยู่ 2 ตัว คือ (1) ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรรม และ (2) ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน ที่ทุกเดือนจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจะมีหยุด มีตกบ้าง เช่นเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว แต่โดยรวมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้หลายๆ คน มีความมั่นใจในเรื่องแนวโน้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจก็คือ ในเดือนล่าสุด ตัวเลขทั้งสอง ก็เริ่มแผ่วลงอีกรอบ สะท้อนถึงความเปราะบางที่ได้พูดไป ตรงนี้ถ้าเราดูดัชนีทั้ง 2 จะพบว่า
หนึ่ง – ระดับของดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมได้หักหัวลงอีกครั้ง ทำให้แนวโน้มของการฟื้นตัวในช่วง 2 เดือนสุดท้าย แผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับการฟื้นตัวในช่วง 3-4 เดือนแรกๆ หลังจากออกจากจุดต่ำสุดของวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งถ้าไปดูในรายละเอียด แยกเป็นกลุ่มๆ แล้วก็จะพบว่า ภาคส่งออกที่ปรับตัวดีจนเกือบจะภาคส่งออกที่ปรับตัวดีจนเกือบจะกลับมาที่ระดับการผลิตในช่วงก่อนเกิดวิกฤตแล้ว แต่การฟื้นตัวตอนนี้เริ่มแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัดตรงนี้ หลายคนพูดกันถึงเรื่องว่าที่ฟื้นขึ้นมาได้ในช่วงแรกๆ เป็นเพราะมีการ กลับมาที่ระดับการผลิตในช่วงก่อนเกิดวิกฤตแล้ว แต่การฟื้นตัวตอนนี้เริ่มแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด
ตรงนี้ หลายคนพูดกันถึงเรื่องว่าที่ฟื้นขึ้นมาได้ในช่วงแรกๆ เป็นเพราะมีการ Restocking สินค้าและวัตถุดิบ และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขล่าสุดทำให้ทุกคนเริ่มต้องกลับมาคิดว่า แรงกระตุ้นทั้งสองอาจจะหมดแรงลง และถ้าการกำลังซื้อในเศรษฐกิจโลกที่เราได้พูดไปเมื่อครั้งที่แล้วไม่เข้มแข็ง ระดับการผลิตของสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เราส่งออกเป็นหลัก อาจจะออกไปข้างๆ ไม่เป็นแรงขับเคลื่อนเรื่องของการฟื้นตัวในภาคอุตสาหกรรมเช่นในช่วงแรกๆ อีกแล้ว
ตรงนี้ก็ต้องกลับไปดูกลุ่มอุตสาหกรรมที่เหลืออีก 2 กลุ่ม ที่เป็นกลุ่มประเทศ และส่งออกและในประเทศเท่าๆ กัน ซึ่งรวมกันแล้วใหญ่ถึง 2/3 ของภาคอุตสาหกรรมไทย ให้สามารถพลิกฟื้นขึ้นมา
สอง – ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเองก็เริ่มแผ่วลงในช่วงเดือนล่าสุด ทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เริ่มชะลอลง
อย่างที่พูดไปแล้ว เนื่องจากดัชนีทั้ง 2 เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการฟื้นตัวครั้งนี้ การที่ทั้ง 2 ตัวแผ่วลงมากเดือนนี้ ย้ำให้เห็นถึงประเด็นที่หลายๆ คนพูดกันว่า การฟื้นตัวมีความเปราะบาง และจะฟื้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตรงนี้ก็ต้องรอดูอีกสัก 1-2 เดือน จึงจะมั่นใจได้มากขึ้นว่าที่แผ่วลงนั้นจะเป็นปัญหาต่อเนื่องแค่ไหน
แล้วข่าวดีมีอะไรบ้าง ในเดือนนี้
ข่าวดีในเดือนนี้ ก็คงต้องบอกว่า กระบวนการฟื้นตัวในด้านอื่นๆ ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น
ภาคท่องเที่ยว ที่อัตราการหดตัวของนักท่องเที่ยวเริ่มปรับลดลงจากที่เคยติดลบถึง -16% ในเดือนล่าสุดปรากฏว่า อัตราการหดตัวของนักท่องเที่ยวได้ปรับลดลงเหลือเพียง -5.3% เท่านั้น และถ้าดูถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาที่ไทย ก็จะพบว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ตรงนี้บวกกับที่ไปได้ยินมาว่ายอดจองห้องเริ่มฟื้นแล้ว ก็ทำให้สบายใจมากขึ้นว่าอีกภาคเศรษฐกิจหนึ่งที่สำคัญ ก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว
ภาคเกษตร ที่รายได้เกษตรกรตกอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำลง 2-3 เดือนที่ผ่านมารายได้เกษตรกรก็ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าบ้าง ตรงนี้ก็ทำให้สบายใจมากขึ้นอีกเล็กน้อย ว่าการตกลงของรายได้เกษตรกรเริ่มถึงจุดต่ำสุดแล้ว
นอกจากนั้น ตัวเลขปริมาณการส่งออกนำเข้าสินค้าก็ยังปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าการส่งออกจะดีขึ้นอย่างช้าๆ แต่การนำเข้าดีขึ้นต่อเนื่องในอัตราที่เร็วกว่าโดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบ
ท้ายสุด ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชน ก็ยังอยู่ในช่วงที่ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน ต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้าก็ทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นว่าการลงทุนภาคเอกชนก็เริ่มค่อยๆ ฟื้น แม้ว่าจะยังต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤตก็ตาม เมื่อรวมกับตัวเลขของการปรับตัวดีขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นของนักธุรกิจในช่วง 3 เดือนข้างหน้าที่ปรับตัวดีขึ้น ก็ทำให้สบายใจมากขึ้น
ตรงนี้ รวมๆ แล้วก็ต้องบอกว่า ในด้านอื่นๆ การฟื้นตัวก็กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่เร็ว ก็ยังเกิดขึ้นอย่างค่อยเห็นค่อยไป ค่อยๆ ไต่เหวกลับไปสู่จุดเดิมก่อนวิกฤตอีกครั้ง
ความเสี่ยงและนัยต่อการลงทุนคืออะไร
ประเด็นความเสี่ยงช่วงนี้ของไทย หลายอย่างก็ไม่แตกต่างกับ ประเทศอื่นๆ ในเศรษฐกิจโลก
หนึ่ง – จะประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงต่อไปอย่างไร บทบาทที่เหมาะสมของภาครัฐคืออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าแรงส่งของเศรษฐกิจเริ่มแผ่วลงบ้างเช่นนี้
สอง – จะส่งต่อจากการใช้จ่ายของภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนอย่างไร เพราะหัวใจของการฟื้นตัวในช่วงต่อไป ต้องมาจากการใช้จ่ายในภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องไม่ใช่มาจากเงินโอนหรือมาตรการของรัฐ หรือจากความโล่งใจว่าไม่แย่แล้ว ตรงนี้ การใช้จ่ายต้องมาจากความเชื่อมั่น และจากรายได้เงินเดือนของแต่ละคนที่เพิ่มขึ้น
สาม – แต่ในการส่งต่อการฟื้นตัวจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนในไทยนั้น เรามีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากประเทศอื่นๆ ในส่วนของการเมืองที่หลายคนพูดไปแล้ว ตรงนี้เป็นปัญหาที่คุกรุ่นอยู่ลึกๆ แต่จะมีนัยต่อความต่อเนื่องของโครงการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยเฉพาะ ประสิทธิภาพของการใช้จ่ายของรัฐในโครงการลงทุนตามแผนไทยเข้มแข็งในช่วงต่อไป
และที่ทุกคนกังวลใจที่สุดช่วงนี้ก็คือ ปัญหามาบตาพุดที่จะทำให้เงินลงทุนจำนวนมากของภาคเอกชน ถึง 4 แสนล้านบาท ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะว่า การฟื้นตัวที่แท้จริงจะต้องมาจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนขยายกิจการที่จะทำให้เกิดการจ้างงานโดยตรงในอุตสาหกรรมนั้นๆ และโดยอ้อมในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ถ้าการลงทุนภาคเอกชนไม่ฟื้น ก็ยากที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้ในช่วงต่อไป
ทั้งหมดจึงมีนัยต่อการลงทุนของไทย ก็ต้องระวัง เพราะไทยเองข้อมูลก็จะยังเป็นเช่นนี้ไปอีกระยะ คือดีร้ายสลับกันไป กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างเต็มที่ก็ต้องอีกระยะหนึ่ง และถ้าไทยยังตอบโจทย์เรื่องภายในประเทศไม่ได้ ความน่าสนใจของไทยในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ ก็จะยังเป็นเครื่องหมายคำถามอีกระยะหนึ่ง ก็ต้องเร่งแก้ไขครับ และตอนนี้ทุกคนก็ขอให้ลงทุนอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาท แต่โดยรวมไม่ต้องตกใจ เพราะทิศทางชัดเจนว่าจะไปสู่การฟื้นตัว แม้ว่าอาจจะไม่ดี ไม่เข้มแข็งมากนักก็ตาม
ที่มา: รายการ Morning Brief by Kobsak 1 month, 3 weeks ago at 8:27 AM
คำถาม
1.การฟื้นตัวของไทยจะมีดัชนีที่วิ่งนำหรือคอยผลักดันอยู่ 2 ตัว คืออะไรบ้าง
2. ภาคส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงแรกๆแต่ตอนนี้เริ่มแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัดเป็นเพราะอะไร
3.ธุรกิจใดของไทยทีมีการติดลบถึง -16% ในเดือนล่าสุดแต่ปรากฏว่าได้ปรับลดลงเหลือเพียง -5.3% เท่านั้น